ความผิดปกติทางบุคลิกภาพแบบหลงตัวเอง
| ความผิดปกติทางบุคลิกภาพแบบหลงตัวเอง | |
|---|---|
| ชื่ออื่น | narcissistic personality disorder (NPD); บางครั้งเรียกทั่วไปว่า "โรคหลงตัวเอง" |
| ภาพนาร์ซิสซัสหลงเงา โดยการาวัจโจ | |
| สาขาวิชา | จิตเวชศาสตร์ |
| อาการ | การยกตนเกินจริง ความต้องการการชื่นชมสูง และบกพร่องด้านความเข้าใจและคำนึงความรู้สึกของผู้อื่น[1] |
| การตั้งต้น | มักเริ่มปรากฏชัดในช่วงวัยรุ่นตอนปลายถึงวัยผู้ใหญ่ตอนต้น |
| สาเหตุ | ปัจจัยหลายด้าน เช่น พันธุกรรม ประสบการณ์ความสัมพันธ์ในช่วงต้นของชีวิต และบริบททางสังคม[2] |
| วิธีวินิจฉัย | การประเมินทางคลินิกตามเกณฑ์ของ DSM-5-TR; ส่วนใน ไอซีดี-11 จะประเมินผ่านระดับความรุนแรงของความผิดปกติทางบุคลิกภาพและระบุลักษณะบุคลิกภาพเด่น[1][3] |
| ความชุก | ความชุกตลอดช่วงชีวิตประมาณ 0.5–6% จากการศึกษาเชิงระบาดวิทยาบางฉบับ และพบในเพศชายมากกว่าเพศหญิงเล็กน้อย[1] |
ความผิดปกติทางบุคลิกภาพแบบหลงตัวเอง (อังกฤษ: narcissistic personality disorder; NPD) เป็นความผิดปกติทางบุคลิกภาพที่ส่งผลต่อบุคลิกภาพและความคิดในระยะยาว โดยมีลักษณะสำคัญคือ การมองตนเองยิ่งใหญ่หรือสำคัญกว่าความเป็นจริง (grandiosity) การต้องการคำชื่นชมอย่างมาก และการขาดความสามารถในการทำความเข้าใจและใส่ใจความรู้สึกของผู้อื่น[1] ภาวะดังกล่าวอาจสัมพันธ์กับการให้ความสำคัญสูงต่อความสำเร็จ อำนาจ หรือภาพลักษณ์ของตนเอง แต่ในขณะเดียวกันก็อาจมีความภาคภูมิใจในตนเองที่เปราะบาง ทำให้รับมือกับคำวิจารณ์หรือความล้มเหลวได้ยาก[4] ในการใช้ภาษาไทยทั่วไป ภาวะนี้มักถูกเรียกสั้น ๆ ว่า "โรคหลงตัวเอง" อย่างไรก็ตาม ในบริบททางคลินิกมักใช้คำว่า "ความผิดปกติทางบุคลิกภาพแบบหลงตัวเอง" เพื่อเลี่ยงนัยตีตรา
ใน DSM-5-TR ภาวะนี้จัดอยู่ในกลุ่มความผิดปกติทางบุคลิกภาพกลุ่มบี (cluster B) ซึ่งรวมถึงความผิดปกติทางบุคลิกภาพที่มีลักษณะเด่นด้านอารมณ์ที่รุนแรง พฤติกรรมที่คาดเดายาก หรือการควบคุมแรงกระตุ้นและความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลที่ไม่มั่นคง[1] บุคคลที่มีลักษณะดังกล่าวอาจคาดหวังการปฏิบัติที่พิเศษกว่าผู้อื่น มุ่งเน้นผลประโยชน์ของตนเองในความสัมพันธ์ และมักมองความสัมพันธ์ในแง่ของสถานะหรือผลประโยชน์ที่จะได้รับ
องค์การอนามัยโลก (WHO) ใน ไอซีดี-11 ไม่ได้แยกความผิดปกติทางบุคลิกภาพแบบหลงตัวเองเป็นการวินิจฉัยเฉพาะอีกต่อไป แต่ให้ประเมินความผิดปกติทางบุคลิกภาพโดยรวมตามระดับความรุนแรง พร้อมระบุลักษณะบุคลิกภาพเด่น เช่น แนวโน้มที่ยึดตนเองเป็นศูนย์กลางสูงหรือไม่ใส่ใจผู้อื่น ซึ่งอาจสอดคล้องกับสิ่งที่เคยอธิบายในความผิดปกติทางบุคลิกภาพแบบหลงตัวเอง[3] การประเมินดังกล่าวต้องอาศัยการสัมภาษณ์เชิงคลินิกโดยผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต
ข้อมูลเชิงระบาดวิทยาระบุว่าความชุกตลอดช่วงชีวิตโดยเกณฑ์ DSM อยู่ที่ประมาณ 0.5–6% ในกลุ่มประชากรวัยผู้ใหญ่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับนิยาม วิธีการสำรวจ และบริบททางวัฒนธรรม[1] รูปแบบบุคลิกภาพดังกล่าวมักเริ่มปรากฏเด่นชัดตั้งแต่วัยรุ่นตอนปลายหรือวัยผู้ใหญ่ตอนต้นและคงอยู่ระยะยาว แม้ว่าความรุนแรงและผลกระทบต่อความสัมพันธ์และการทำหน้าที่ทางสังคมอาจเปลี่ยนแปลงตามช่วงชีวิต[1]
อาการและอาการแสดง
[แก้]ความผิดปกติทางบุคลิกภาพแบบหลงตัวเองมีลักษณะเป็นรูปแบบถาวรและต่อเนื่องของความคิด อารมณ์ และพฤติกรรมที่ยกตนเองสูงเกินความเป็นจริง (grandiosity) ความต้องการการชื่นชมอย่างมาก และการขาดความสามารถในการทำความเข้าใจและใส่ใจความรู้สึกหรือความต้องการของผู้อื่น ลักษณะดังกล่าวปรากฏอย่างสม่ำเสมอในหลากหลายสถานการณ์ ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วคราวในบางเหตุการณ์เท่านั้น[1] และมักเกี่ยวข้องกับการมองตนเองว่าสำคัญหรือพิเศษกว่าคนทั่วไป รวมถึงการคาดหวังที่จะได้รับการปฏิบัติที่เหนือกว่ามาตรฐานทางสังคม[5]
คู่มือการวินิจฉัยและสถิติสำหรับความผิดปกติทางจิต ฉบับที่ห้า ฉบับทบทวนข้อความ (DSM-5-TR) อธิบายว่าบุคคลที่มีความผิดปกติทางบุคลิกภาพแบบหลงตัวเองมักแสดงลักษณะดังต่อไปนี้ในระดับเด่นชัดและเรื้อรัง:[1]
- รู้สึกว่าตนเองเป็นคนสำคัญอย่างยิ่งและคาดหวังการยอมรับที่พิเศษกว่าผู้อื่น (เช่น พูดโอ้อวดความสำเร็จหรือความสามารถของตนเกินจริง และคาดหวังว่าจะถูกมองว่าโดดเด่นแม้ไม่มีผลงานมาสนับสนุน)
- ครุ่นคิดหรือหมกมุ่นกับจินตนาการเกี่ยวกับความสำเร็จสูงสุด อำนาจ ความฉลาดเหนือคนทั่วไป ความงาม หรือความรักที่ “สมบูรณ์แบบ”
- เชื่อว่าตน "พิเศษ" และควรมีความสัมพันธ์เฉพาะกับบุคคล สถาบัน หรือกลุ่มที่มองว่ามีสถานะสูง
- ต้องการการชื่นชมและการยืนยันจากผู้อื่นอย่างต่อเนื่อง
- แสดงความคาดหวังว่าจะได้รับการปฏิบัติแบบพิเศษ หรือคาดหวังว่าผู้อื่นควรปฏิบัติตามความต้องการของตนโดยไม่ตั้งคำถาม
- มีแนวโน้มใช้ความสัมพันธ์เพื่อประโยชน์ส่วนตน เช่น ใช้ผู้อื่นเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของตน
- ขาดความสามารถในการรับรู้หรือใส่ใจความรู้สึก ความต้องการ หรือมุมมองของผู้อื่น (เพิกเฉยหรือมองข้ามความรู้สึกของคนอื่น)
- มีแนวโน้มรู้สึกอิจฉาผู้อื่น หรือเชื่อว่าผู้อื่นอิจฉาตนเอง
- แสดงท่าทีหรือพฤติกรรมที่มองว่าตนอยู่เหนือกว่า หรือวางตัวเหนือผู้อื่น (เช่น ดูแคลนผู้อื่น หรือมองคนอื่นด้อยค่า)
งานทบทวนทางคลินิกระบุว่า แม้จะมีท่าทีภายนอกที่ดูมั่นใจหรือยกตนเองสูง แต่ลึกๆ แล้วบุคคลเหล่านี้อาจมีความภาคภูมิใจในตนเองที่เปราะบางและไม่มั่นคง (fragile self-esteem) ซึ่งไวต่อการถูกวิจารณ์ การถูกเพิกเฉย หรือการถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับความสามารถของตน[6] บุคคลบางรายอาจตอบสนองต่อสถานการณ์ที่ตนตีความว่าเป็นการดูหมิ่นหรือทำให้เสียหน้า ด้วยอารมณ์โกรธรุนแรง หรือพยายามกู้หน้าและแสดงความเหนือกว่าในความสัมพันธ์นั้น[7]
โดยทั่วไป ลักษณะเหล่านี้ต้องคงอยู่เป็นแบบแผนยาวนาน เริ่มสังเกตได้ชัดในวัยรุ่นตอนปลายหรือวัยผู้ใหญ่ตอนต้น ไม่ได้อธิบายด้วยภาวะทางจิตเวชอื่นชั่วคราว (เช่น ภาวะอารมณ์ยกระดับรุนแรงในช่วงอาการคล้ายแมเนีย) และก่อให้เกิดความบกพร่องทางการทำหน้าที่ในด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล การทำงาน หรือความเป็นอยู่ทางอารมณ์ของบุคคลนั้นเอง[1]
สาเหตุ
[แก้]เป็นที่เชื่อกันว่าความผิดปกติทางบุคลิกภาพแบบหลงตัวเองเกิดจากปัจจัยหลายด้านประกอบกัน และไม่ได้มีสาเหตุที่แน่ชัดเพียงสาเหตุเดียว[8] มีการเสนอแนวคิดเชิงแบบจำลองหลายปัจจัย (เช่น แบบจำลองชีว-จิต-สังคม) ซึ่งมองว่าปัจจัยด้านชีวภาพ บุคลิกภาพปฐมวัย ประสบการณ์ความสัมพันธ์ และบริบททางสังคมวัฒนธรรม ล้วนมีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อตัวและคงอยู่ของรูปแบบบุคลิกภาพที่เข้าเกณฑ์การวินิจฉัย[9]
ปัจจัยทางชีววิทยาและพันธุกรรม
[แก้]การศึกษาทางระบาดวิทยาพันธุกรรมของความผิดปกติทางบุคลิกภาพชี้ว่ามีองค์ประกอบทางพันธุกรรมในระดับหนึ่ง กล่าวคือ คุณลักษณะด้านบุคลิกภาพที่เกี่ยวข้องกับความยกตนเกินจริง ความไวต่อการถูกดูหมิ่น และรูปแบบความสัมพันธ์เชิงใช้ประโยชน์ผู้อื่นอาจมีแนวโน้มถ่ายทอดทางพันธุกรรมภายในครอบครัวได้[10][11] อย่างไรก็ตาม ยีนจำเพาะหรือกลไกระดับประสาทชีววิทยาที่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติทางบุคลิกภาพแบบหลงตัวเองโดยตรงยังไม่ถูกระบุอย่างชัดเจน และปัจจัยทางชีววิทยามักถูกมองว่าเป็นหนึ่งในองค์ประกอบร่วม ไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่กำหนดการเกิดภาวะนี้[1]
มีข้อเสนอว่าอารมณ์พื้นฐานบางแบบ (เช่น ความไวสูงต่อการรู้สึกถูกลดคุณค่า หรือความจำเป็นในการยืนยันคุณค่าในตนเองจากภายนอก) อาจเป็นลักษณะอารมณ์ตั้งแต่ต้นชีวิต ซึ่งภายใต้เงื่อนไขสิ่งแวดล้อมบางอย่างอาจเอื้อต่อการพัฒนาแบบแผนบุคลิกภาพที่สอดคล้องกับความผิดปกติทางบุคลิกภาพแบบหลงตัวเองในภายหลัง[12]
ปัจจัยทางจิตใจและพัฒนาการระยะแรกของชีวิต
[แก้]มีการเสนอว่าประสบการณ์ในความสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับผู้ดูแลหลัก (เช่น ผู้ปกครองหรือผู้เลี้ยงดู) อาจมีบทบาทต่อการก่อตัวของรูปแบบการรับรู้คุณค่าในตนเองและวิธีมองความสัมพันธ์กับผู้อื่น[13] ผู้วิจัยบางกลุ่มเสนอว่าการตอบสนองของผู้ปกครองที่มีลักษณะ "สุดขั้ว" (เช่น การยกย่องชื่นชมบุตรหลานราวกับเป็นคนในอุดมคติอย่างต่อเนื่อง โดยขาดการสะท้อนความเป็นจริง หรือในทางกลับกันคือการวิจารณ์รุนแรง ดูหมิ่น หรือละเลยทางอารมณ์) อาจเกี่ยวข้องกับการพัฒนาแบบแผนทางบุคลิกภาพที่ให้ความสำคัญสูงกับภาพลักษณ์ตนเอง การต้องการการยืนยันจากภายนอก และความยากลำบากในการยอมรับความเปราะบางภายในตน[14] แนวคิดนี้มองว่า ความรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง (self-worth) ของพวกเขาอาจต้องพึ่งพาการยอมรับจากผู้อื่นเป็นหลัก แทนที่จะมาจากความรู้สึกมั่นคงจากภายในจิตใจ
มีการถกเถียงว่าทั้งรูปแบบ "การตามใจและยกย่องมากเกินไป" (overvaluation) และรูปแบบ "การละเลยทางอารมณ์หรือประสบการณ์ถูกวิจารณ์/ถูกลดทอนอย่างรุนแรง" อาจเกี่ยวข้องกับลักษณะบุคลิกภาพที่เน้นการปกป้องภาพลักษณ์ตนเองและการแสวงหาการยอมรับในภายหลัง[15] อย่างไรก็ดี หลักฐานเชิงสาเหตุโดยตรงยังมีข้อจำกัด เนื่องจากข้อมูลจำนวนมากมาจากการสังเกตทางคลินิก การสัมภาษณ์เชิงคุณภาพ และการศึกษากลุ่มตัวอย่างขนาดจำกัด มากกว่าการศึกษาเชิงทดลอง[16]
ปัจจัยทางสังคมและวัฒนธรรม
[แก้]มีการอภิปรายในเชิงทฤษฎีว่าบริบททางสังคมและวัฒนธรรมร่วมสมัย ที่ให้ความสำคัญกับความสำเร็จส่วนบุคคล ภาพลักษณ์ สถานะ และการยอมรับจากสังคม อาจเป็นปัจจัยที่ส่งเสริมให้ลักษณะที่ยึดตนเองเป็นศูนย์กลางเด่นชัดขึ้นและคงอยู่ต่อไป[17] อย่างไรก็ตาม งานลักษณะนี้มักอธิบายในระดับประชากรหรือวัฒนธรรมกว้าง ๆ มากกว่าจะเป็นการพิสูจน์ความเชื่อมโยงเชิงสาเหตุต่อบุคคลรายบุคคล
โดยสรุป หลักฐานปัจจุบันชี้ว่าความผิดปกติทางบุคลิกภาพแบบหลงตัวเองเป็นภาวะที่มีที่มาหลายด้านร่วมกัน ได้แก่ ความเสี่ยงพื้นฐานด้านอารมณ์และการควบคุมคุณค่าในตนเอง ความสัมพันธ์ระยะแรกของชีวิต รูปแบบการสะท้อนคุณค่าจากผู้ดูแล และปัจจัยทางสังคมและวัฒนธรรม ไม่ได้เป็นผลจากปัจจัยเดียวอย่างตายตัว[1][18]
การวินิจฉัย
[แก้]ความผิดปกติทางบุคลิกภาพแบบหลงตัวเองเป็นการวินิจฉัยทางคลินิกที่ทำโดยผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต (เช่น จิตแพทย์ หรือนักจิตวิทยาคลินิกที่ผ่านการอบรมด้านการวินิจฉัย) ผ่านการสัมภาษณ์เชิงโครงสร้าง รวมถึงการประเมินการใช้ชีวิตในด้านต่างๆ และความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในหลากหลายสถานการณ์[1][19] แนวทางสากลระบุอย่างชัดเจนว่าการสังเกตพฤติกรรมเพียงบางสถานการณ์ หรือการเหมารวมจากความประทับใจส่วนตัว ไม่เพียงพอสำหรับการวินิจฉัย และการวินิจฉัยตนเองโดยไม่มีการประเมินทางคลินิกไม่ถือเป็นเกณฑ์มาตรฐาน[1]
เกณฑ์การวินิจฉัยตาม DSM-5-TR
[แก้]ตาม DSM-5-TR ความผิดปกติทางบุคลิกภาพแบบหลงตัวเองถูกนิยามว่าเป็นรูปแบบพฤติกรรมและความคิดที่ฝังแน่นและครอบคลุมในหลายด้าน ทั้ง (1) การยกตนเกินจริงหรือรู้สึกว่าตนพิเศษ (ทั้งในพฤติกรรมและจินตนาการ), (2) ความต้องการการชื่นชมมาก, และ (3) ความบกพร่องด้านความเข้าใจความรู้สึกและความต้องการของผู้อื่น ซึ่งเริ่มเห็นได้ชัดตั้งแต่วัยผู้ใหญ่ตอนต้นและปรากฏในหลายบริบทชีวิต[1] บุคคลต้องมีลักษณะอย่างน้อยหลายข้อจากกลุ่มอาการที่ระบุไว้ (เช่น รู้สึกว่าตนควรได้รับการปฏิบัติพิเศษ คาดหวังการเชื่อฟังอัตโนมัติจากผู้อื่น ใช้ประโยชน์จากผู้อื่นเพื่อผลประโยชน์ของตน หรือขาดความเอาใจใส่ทางอารมณ์ต่อผู้อื่น) ในระดับที่ส่งผลเสียต่อการใช้ชีวิต การทำงาน หรือความสัมพันธ์กับผู้อื่นอย่างมีนัยสำคัญ[1]
นอกจากเกณฑ์อาการแล้ว DSM-5-TR ยังเน้นว่ารูปแบบบุคลิกภาพดังกล่าวต้องมีความต่อเนื่องและยาวนาน ไม่ใช่เป็นผลมาจากความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ที่เกิดขึ้นเพียงชั่วครั้งชั่วคราว ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญในการวินิจฉัยแยกจากภาวะอื่นๆ[1]
การจัดจำแนกตามไอซีดี-11
[แก้]องค์การอนามัยโลกใน ไอซีดี-11 ไม่ได้แยกความผิดปกติทางบุคลิกภาพแบบหลงตัวเองเป็นการวินิจฉัยเดี่ยวอีกต่อไป แต่ใช้ระบบที่ประเมิน (1) ระดับความรุนแรงของความผิดปกติทางบุคลิกภาพโดยรวม และ (2) ลักษณะบุคลิกภาพเด่น เช่น แนวโน้มที่ยึดตนเองเป็นศูนย์กลางสูง มองตนว่าพิเศษ และไม่ใส่ใจผู้อื่น ซึ่งอาจสอดคล้องกับสิ่งที่ก่อนหน้านี้ถูกอธิบายว่าเป็นความผิดปกติทางบุคลิกภาพแบบหลงตัวเอง[3] การวินิจฉัยจึงมุ่งประเมินผลกระทบต่อการทำหน้าที่ในชีวิตประจำวันและความสัมพันธ์ มากกว่าการตรวจสอบรายการอาการเฉพาะเพียงอย่างเดียว[3]
การแยกโรค (differential diagnosis)
[แก้]การประเมินทางคลินิกจำเป็นต้องพิจารณาภาวะอื่นที่อาจแสดงพฤติกรรมคล้ายกันหรือทับซ้อนบางส่วน ได้แก่:[20][1]
- ภาวะอารมณ์ยกระดับผิดปกติ/อาการคล้ายแมเนียในความผิดปกติทางอารมณ์สองขั้ว – ในช่วงอารมณ์ยกระดับ บุคคลอาจดูมั่นใจตนเองสูง โอ้อวดความสามารถ หรือมองว่าตนพิเศษ อย่างไรก็ตาม อาการดังกล่าวมักเกิดขึ้นเป็นช่วงๆ อย่างชัดเจน ร่วมกับอาการอื่นของภาวะแมเนีย (mania) (เช่น พลังงานสูงผิดปกติ นอนน้อย พูดเร็ว หุนหันพลันแล่น) มากกว่าจะเป็นรูปแบบบุคลิกภาพคงที่ระยะยาว[1]
- ความผิดปกติทางบุคลิกภาพชนิดอื่นในกลุ่มบี – ตัวอย่างเช่น ความผิดปกติทางบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคม (ซึ่งอาจรวมการใช้ประโยชน์ผู้อื่น) หรือความผิดปกติทางบุคลิกภาพแบบฮิสทรีโอนิก (ซึ่งอาจแสวงหาความสนใจสูง) อาจมีการทับซ้อนบางด้าน แต่จุดมุ่งหมาย ความรู้สึกภายใน และรูปแบบความสัมพันธ์ที่เด่นแตกต่างกัน เช่น การแสวงหาคำชื่นชมเพื่อรักษาภาพลักษณ์ที่เหนือกว่าของตนเองในความผิดปกติทางบุคลิกภาพแบบหลงตัวเอง เทียบกับพฤติกรรมละเมิดสิทธิผู้อื่นอย่างต่อเนื่องในแบบต่อต้านสังคม[1]
- การปรับตัวทางบุคลิกภาพหรือความมั่นใจสูงในกรอบปกติ – ความภาคภูมิใจในตนเองสูงหรือความทะเยอทะยานเพียงอย่างเดียวไม่ได้ถือว่าเป็นความผิดปกติทางบุคลิกภาพ เว้นแต่จะมีลักษณะเรื้อรังของการไม่ใส่ใจความรู้สึกของผู้อื่น และส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตอย่างมีนัยสำคัญ[1]
การวินิจฉัยจึงอาศัยทั้งการประเมินรูปแบบระยะยาวของบุคลิกภาพและผลกระทบต่อการทำงานในชีวิตประจำวัน มากกว่าการพิจารณาเหตุการณ์เดี่ยวหรือความประทับใจเชิงพฤติกรรมเฉพาะช่วงเวลาเดียว[1][3]
การรักษา
[แก้]การรักษาความผิดปกติทางบุคลิกภาพแบบหลงตัวเองมักเน้นที่การช่วยให้ผู้ป่วยทำความเข้าใจตนเองได้ดีขึ้น ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล และรูปแบบการกำกับอารมณ์ มากกว่าการ “กำจัด” บุคลิกภาพหนึ่งส่วนใดโดยตรง[21] แนวทางโดยรวมมักอาศัยจิตบำบัดระยะกลางถึงระยะยาว โดยมุ่งสำรวจโครงสร้างการรับรู้คุณค่าในตน ความเปราะบางต่อการถูกวิจารณ์ หรือความรู้สึกด้อยค่าที่ซ่อนอยู่ลึกๆ ตลอดจนผลกระทบของรูปแบบความสัมพันธ์ต่อการทำหน้าที่ทางสังคมและอารมณ์[22]
จิตบำบัด
[แก้]การใช้ความสัมพันธ์ระหว่างผู้บำบัดและผู้รับการบำบัด (therapeutic relationship) ถือเป็นหัวใจสำคัญของการรักษา เนื่องจากมักสะท้อนรูปแบบระหว่างบุคคลที่บุคคลนั้นเผชิญในชีวิตจริง เช่น การคาดหวังการได้รับการยอมรับเป็นพิเศษ ความยากลำบากในการยอมรับข้อจำกัดของตน หรือความไวต่อการตีความว่า “ถูกวิจารณ์”[23] วิธีการบำบัดที่มีการนำเสนอในการปฏิบัติคลินิก ได้แก่ กลุ่มแนวคิดจิตบำบัดเชิงจิตวิเคราะห์/เชิงความสัมพันธ์ (psychodynamic and relational therapies) การบำบัดที่มุ่งปรับรูปแบบความคิดและพฤติกรรมระหว่างบุคคล (เช่น การช่วยให้ระบุรูปแบบการแสวงหาการยอมรับหรือการใช้ประโยชน์จากผู้อื่นและผลที่เกิดขึ้น) และการบำบัดที่เน้นการพัฒนาความสามารถในการตระหนักมุมมองและความรู้สึกของผู้อื่น (เช่น การทำงานกับทักษะด้านความเข้าใจผู้อื่นหรือ empathy)[24] เป้าหมายโดยรวมมักเป็นการช่วยให้ผู้ป่วยเข้าใจตนเองมากขึ้น สามารถยอมรับความเปราะบางของตนเองได้ การปรับวิธีตอบสนองต่อการถูกวิพากษ์วิจารณ์ และการสร้างความสัมพันธ์ที่สมดุลขึ้น
การเข้ารับการบำบัดอาจท้าทาย เนื่องจากบางคนอาจไม่มองว่ารูปแบบบุคลิกภาพของตนเป็นปัญหาโดยตรง แต่เข้ารับการรักษาด้วยเหตุผลอื่น เช่น ความขัดแย้งในความสัมพันธ์ ความรู้สึกโกรธหรืออับอายอย่างรุนแรงเมื่อถูกวิจารณ์ หรือภาวะซึมเศร้าหลังประสบความล้มเหลวที่กระทบภาพลักษณ์ตนเอง[25] ด้วยเหตุนี้ เป้าหมายการรักษามักถูกกำหนดร่วมกันอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเชื่อมโยงกับผลกระทบทางอารมณ์และการทำหน้าที่ในชีวิตประจำวันมากกว่าการมุ่งเน้นไปที่ชื่อภาวะที่ได้รับการวินิจฉัยเพียงอย่างเดียว[1]
การใช้ยา
[แก้]ปัจจุบันยังไม่มียาที่ได้รับการระบุว่าใช้รักษาความผิดปกติทางบุคลิกภาพแบบหลงตัวเองโดยตรง[1] อย่างไรก็ดี อาจพิจารณาใช้ยาในบางกรณีเพื่อจัดการภาวะอื่นที่เกิดร่วม เช่น ภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวล หรือความไม่มั่นคงทางอารมณ์ที่เด่นชัด ซึ่งเป็นปัญหาที่สร้างความทุกข์หรือส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของผู้ป่วยมากที่สุด ณ ขณะนั้น มากกว่าการปรับเปลี่ยนโครงสร้างบุคลิกภาพโดยตรง[1][26]
โดยสรุป แนวทางการรักษาโดยทั่วไปเน้นการทำความเข้าใจรูปแบบการให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์ตนเอง ความเปราะบางด้านคุณค่าในตน และผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล มากกว่าการ “แก้ไข” บุคลิกภาพในเชิงทันที[1][27]
ดูเพิ่ม
[แก้]- Brian Blackwell (case study)
- Disengaging from a narcissist using the no contact rule or grey rock method
- Egomania
- Egotism
- Hubris
- Narcissistic abuse
- Narcissistic leadership
- Narcissistic parent
- Narcissistic Personality Inventory
- Narcissistic rage and narcissistic injury
- Narcissistic supply
- Selfishness
- Superiority complex
- True self and false self
อ้างอิง
[แก้]- 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 Diagnostic and Statistical Manual of Mental Disorders (5th (Text Revision) ed.). American Psychiatric Association. 2022. pp. 759–761. ISBN 9780890425794.
- ↑ Caligor, E; Levy, K. N.; Yeomans, F. E. (2015). "Narcissistic personality disorder: diagnostic and clinical challenges". The American Journal of Psychiatry. 172 (5): 415–422. doi:10.1176/appi.ajp.2014.14060723. PMID 25930131.
- 1 2 3 4 5 "Personality disorder". ICD-11 for Mortality and Morbidity Statistics. World Health Organization. 2022. สืบค้นเมื่อ 31 October 2025.
- ↑ Ronningstam, E. (2011). "Narcissistic personality disorder: a clinical perspective". Journal of Psychiatric Practice. 17 (2): 89–99. doi:10.1097/01.pra.0000396060.67150.40. PMID 21430487.
- ↑ Caligor, E; Levy, K. N.; Yeomans, F. E. (2015). "Narcissistic personality disorder: diagnostic and clinical challenges". The American Journal of Psychiatry. 172 (5): 415–422. doi:10.1176/appi.ajp.2014.14060723. PMID 25930131.
- ↑ Ronningstam, E. (2011). "Narcissistic personality disorder: a clinical perspective". Journal of Psychiatric Practice. 17 (2): 89–99. doi:10.1097/01.pra.0000396060.67150.40. PMID 21430487.
- ↑ Ronningstam, E.; Weber, R. (2013). "Narcissistic personality disorder in DSM-5: diagnostic issues and controversies". Borderline Personality Disorder and Emotion Dysregulation. 1 (2): 1–9. doi:10.1186/2051-6673-1-2.
- ↑ Caligor, E; Levy, K. N.; Yeomans, F. E. (2015). "Narcissistic personality disorder: diagnostic and clinical challenges". The American Journal of Psychiatry. 172 (5): 415–422. doi:10.1176/appi.ajp.2014.14060723. PMID 25930131.
- ↑ Ronningstam, E. (2011). "Narcissistic personality disorder: a clinical perspective". Journal of Psychiatric Practice. 17 (2): 89–99. doi:10.1097/01.pra.0000396060.67150.40. PMID 21430487.
- ↑ Torgersen, S.; Lygren, S.; Øien, P. A.; Skre, I.; Onstad, S.; Edvardsen, J.; Tambs, K.; Kringlen, E. (2000). "A twin study of personality disorders". Comprehensive Psychiatry. 41 (6): 416–425. doi:10.1053/comp.2000.16560. PMID 11086146.
- ↑ Reichborn-Kjennerud, T. (2010). "The genetic epidemiology of personality disorders". Dialogues in Clinical Neuroscience. 12 (1): 103–114. PMC 3181941. PMID 20373672.
- ↑ Ronningstam, E.; Weber, R. (2013). "Narcissistic personality disorder in DSM-5: diagnostic issues and controversies". Borderline Personality Disorder and Emotion Dysregulation. 1 (2): 1–9. doi:10.1186/2051-6673-1-2.
- ↑ Caligor, E; Levy, K. N.; Yeomans, F. E. (2015). "Narcissistic personality disorder: diagnostic and clinical challenges". The American Journal of Psychiatry. 172 (5): 415–422. doi:10.1176/appi.ajp.2014.14060723. PMID 25930131.
- ↑ Johnson, Stephen M. (1987). Humanizing the narcissistic style. W. W. Norton. p. 39. ISBN 9780393700374.
- ↑ Magid, Ken (1987). High Risk: Children Without a Conscience. Bantam. p. 67. ISBN 055305290X.
- ↑ Ronningstam, E. (2011). "Narcissistic personality disorder: a clinical perspective". Journal of Psychiatric Practice. 17 (2): 89–99. doi:10.1097/01.pra.0000396060.67150.40. PMID 21430487.
- ↑ Paris, J. (2014). "Modernity and narcissistic personality disorder". Personality Disorders: Theory, Research, and Treatment. 5 (2): 220–226. doi:10.1037/a0028580.
- ↑ Caligor, E; Levy, K. N.; Yeomans, F. E. (2015). "Narcissistic personality disorder: diagnostic and clinical challenges". The American Journal of Psychiatry. 172 (5): 415–422. doi:10.1176/appi.ajp.2014.14060723. PMID 25930131.
- ↑ Caligor, E.; Levy, K. N.; Yeomans, F. E. (2015). "Narcissistic personality disorder: diagnostic and clinical challenges". The American Journal of Psychiatry. 172 (5): 415–422. doi:10.1176/appi.ajp.2014.14060723. PMID 25930131.
- ↑ Caligor, E.; Levy, K. N.; Yeomans, F. E. (2015). "Narcissistic personality disorder: diagnostic and clinical challenges". The American Journal of Psychiatry. 172 (5): 415–422. doi:10.1176/appi.ajp.2014.14060723. PMID 25930131.
- ↑ Caligor, E.; Levy, K. N.; Yeomans, F. E. (2015). "Narcissistic personality disorder: diagnostic and clinical challenges". The American Journal of Psychiatry. 172 (5): 415–422. doi:10.1176/appi.ajp.2014.14060723. PMID 25930131.
- ↑ Ronningstam, E. (2011). "Narcissistic personality disorder: a clinical perspective". Journal of Psychiatric Practice. 17 (2): 89–99. doi:10.1097/01.pra.0000396060.67150.40. PMID 21430487.
- ↑ Caligor, E.; Levy, K. N.; Yeomans, F. E. (2015). "Narcissistic personality disorder: diagnostic and clinical challenges". The American Journal of Psychiatry. 172 (5): 415–422. doi:10.1176/appi.ajp.2014.14060723. PMID 25930131.
- ↑ Ronningstam, E.; Weber, R. (2013). "Narcissistic personality disorder in DSM-5: diagnostic issues and controversies". Borderline Personality Disorder and Emotion Dysregulation. 1 (2): 1–9. doi:10.1186/2051-6673-1-2.
- ↑ Caligor, E.; Levy, K. N.; Yeomans, F. E. (2015). "Narcissistic personality disorder: diagnostic and clinical challenges". The American Journal of Psychiatry. 172 (5): 415–422. doi:10.1176/appi.ajp.2014.14060723. PMID 25930131.
- ↑ Ronningstam, E. (2011). "Narcissistic personality disorder: a clinical perspective". Journal of Psychiatric Practice. 17 (2): 89–99. doi:10.1097/01.pra.0000396060.67150.40. PMID 21430487.
- ↑ Caligor, E.; Levy, K. N.; Yeomans, F. E. (2015). "Narcissistic personality disorder: diagnostic and clinical challenges". The American Journal of Psychiatry. 172 (5): 415–422. doi:10.1176/appi.ajp.2014.14060723. PMID 25930131.